เครื่องกรองน้ำที่มีในท้องตลาดทุกวันนี้ มีลักษณะที่คล้ายๆ กัน แต่คุณสมบัติในตัวเครื่องกรองน้ำมีความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานการผลิต วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต รวมไปถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะเป็นตัวกำหนดให้เครื่องกรองน้ำมีความแตกต่างกันโดยชิ้นเชิง
วันนี้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มีอยู่ในเครื่องกรองน้ำ eSpring จะมีทั้งไส้กรองคาร์บอนและหลอดรังสีอุลตร้าไวโอเล็ท เราลองไปดูว่าทำไมต้องมี 2 สิ่งนี้ และทำไมต้องเป็นเครื่องกรองน้ำ eSpring
1. หลอดอุลตร้าไวโอเล็ท (UV) ซึ่งหลอดอุลต้าไวโอเล็ทนี้จะทำหน้าที่กำจัดแบคทีเรียและไวรัสที่มากับน้ำ โดยหลอดอุลตร้าไวโอเล็ทของเครื่องกรองน้ำ eSpring ซึ่งบรรจุอยู่แกนกลางของชุดไส้กรองให้แสงอุลตร้าไวโอเล็ทมีความเข้มแสงที่ 80 มิลลิจูลต่อตารางเซนติเมตร ซึ่งเพียงพอต่อการทำลายแบคทีเรียและไวรัสที่อาจอยู่ในน้ำดื่มได้มากกว่า 99.99%*
2. ไส้กรองคาร์บอนกัมมันต์ ของเครื่องกรองน้ำ eSpring เป็นไส้กรองคาร์บอนกัมมันต์ที่ผ่านการจดสิทธิบัตรแล้ว จะมีรูพรุนมากมาย ให้น้ำแทรกซึมผ่านได้ จะช่วยดักจับกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ ที่มากับน้ำ เช่นกลิ่นคลอลีน ดังนั้น มั่นใจได้เลยว่า สารเคมีและอนุภาคต่างๆ ในน้ำที่ไหลผ่านคาร์บอนกัมมันต์จะถูกดักจับไว้ในรูเล็กๆ เหล่านี้ กำแพงของรูเหล่านี้จะดูดซับสารปนเปื้อนอินทรีย์ทั้งหลาย ยิ่งรูพรุนและพื้นที่ผิวมากขึ้นเท่าใด ความสามารถของคาร์บอนกัมมันต์ในการกรองสารปนเปื้อนก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งน้ำกรองที่มาจาก eSpring จะยังคงแร่ธาตุในน้ำ เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม อีกด้วย
นอกจากจะมีไส้กรองน้ำคาร์บอนกัมมันต์และหลอดอุลตร้าไวโอเล็ทแล้ว เครื่องกรองน้ำ eSpring ยังมีเทคโนโลยีสมาร์ทชิพที่ช่วยบันทึกอายุการทำงานของชุดไส้กรองคาร์บอนและหลอดอุลตร้าไวโอเล็ทอีกด้วย อ่านข้อมูลเพิ่มเติม ไส้กรองน้ำคาร์บอน eSpring คลิกที่นี่
